ญี่ปุ่นครั้งแรกภาคหนึ่ง

เมื่อรู้ว่าใครได้ไปญี่ปุ่น เรารู้สึกเฉยๆ มาก
แต่เมื่อได้สัมผัสพูดคุย หรือสภาพแวดล้อมของคนในประเทศนี้แล้ว
พบว่า ตื่นเต้นมากๆ ตื่นเต้นกับทุกๆ อย่างที่พบเจอ

ในการเดินทางได้เดินทางด้วยเครื่องบินใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 20 นาที
มีไกด์สองท่าน คือ พี่บังและพี่เหมียว

เริ่มแรกเมื่อลงจากเครื่อง สิ่งที่เรียกหาคือ ห้องน้ำ
เข้าไปปุ่ม โอโห! ปุ่มอะไรเยอะแยะว่ะเนี่ย ใช้ก็ไม่เป็น
ก็เลยถามเพื่อนๆ คนที่เคยมาแล้ว เมื่อได้รับข้อมูลก็เริ่มซนตามภาษา
โถ่ฉีดก้นอัตโนมัติ มีปรับแรงดันน้ำ ที่สำคัญ แม่นเหมือนจับวาง
เปิดเสียงป้องกันการถ่ายหนักได้ด้วย แถมมีกระดาษลองโถ่นั่งให้ด้วย
เท่านั้นไม่พอ ที่รองก้นตรงชักโคกยังทำให้ก้นเราอุ่นได้อีกด้วย
(บางที่ก็ปรับน้ำฉีดก้นให้อุ่นได้ด้วยนะ
และบางที่ไม่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ
ต้องใช้วิธีในการจำสีแทน)

คนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้พูดคุยคือ คาเสะซัง ซึ่งเป็นผู้ขับรถให้แก่กลุ่มของเรา
คาเสะซังเป็นคนน่ารักมาก แถมพูดไทยได้ด้วย และฟังไทยได้เยอะมาก
และที่ประทับใจคือ การแต่งตัวของคนขับรถนั้นเหมือนนักธุรกิจมาก
เสื้อ Shirt ขาวแขนยาว กางเกง Slack รองเท้าหนัง มีผูกไทร์ด้วย
เอาง่ายๆ ว่าเรียบร้อยมาก มีอึ้งเลยใน First Impression

คาเสะซังได้นำเราไปแวะพักสถานที่พักรถที่โอดาวารา
โดยกฏหมายของญี่ปุ่นนั้น ห้ามขับรถบัสติดต่อกัน 2 ชั่วโมง
ในการเดินทางไกล หากเกินจะต้องมีการหยุดพัก

เมื่อเดินเข้าไปใน Minimart จะพบกับความน่ารัก
และความเอาใจใส่ของพนักงานที่คอยเรียกแขกตลอด (แม้จะพูดอังกฤษไม่ได้)
คำนับเรียกแขก “ซุมิมาเซน”
ต่อมาเดินไปที่แผงหนังสือ โอโห! ข้างหนังสือ Fashion ก็ 18+ เลย
เปิดเผยอย่างแท้จริง uncen กันเลยที่เดียว
และที่สำคัญ Hunter x Hunter เพิ่งถึงเล่ม 33 ส่วนไทย 31
สินค้าที่ซื้อชิ้นแรกคือ ไอศครีมโคนของ FSTYLE เนื้อไอติมไม่หวานมาก
และแล้วก็โดนคำติชมจากคาเซะซังว่า ที่ญี่ปุ่นไอศครีมให้ทานนอกรถ
เพราะมันจะทำให้เบาะเลอะ แล้วทางบริษัทจะเก็บเงินจากคนขับ
เป็นค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด
ซึ่งพี่เหมียวบอกว่า ของคาเซะซังอนุโลมได้บ้าง
เพราะเห็นว่าเรามีอายุกันเยอะแล้ว
(ในสถานที่อื่นๆ ไอศครีมต้องยืนกินในร้านให้หมดก่อนออกนอกร้าน)

ส่วนมุมผักสดจะมีป้ายบอกด้วยว่า สินค้าที่ขายนี้ มาจากฟาร์มไหน
ใครเป็นผู้ปลูก โดยจะมีรูปของเจ้าของฟาร์มอยู่บนบอร์ดอีกด้วย

เมื่อทานเสร็จก็ต้องทิ้งขยะ เมื่อมองถังขยะจะพบว่า ทิ้งช่องไหนดี อังกฤษก็ไม่มี
อาศัยการแยกชิ้นส่วนตามภาพทิ้งเอาแล้วกัน เพราะที่นี่ต้องแยกก่อนทิ้ง

โดยโรงงานเผาขยะ สามารถผลิตไฟฟ้าจากการเผาได้
และนำไปขายเอกชนได้ด้วย (ถ้าเหลือ)
และเอาขยะบางชนิดไปทำอิฐบล็อค ในการก่อสร้าง

พี่เหมียวเล่าว่า ขยะบางอย่างที่ชิ้นใหญ่แล้วคนทิ้งกัน เพราะต้องการเปลี่ยนรุ่น
จะมีการแอบทิ้ง เพราะการทิ้งของเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายในการขนไปทิ้งที่อื่น
เพราะขยะประเภทนี้อย่างทีวี เครื่องซักผ้า เครื่องทำน้ำอุ่น พัดลม
เผาทำลายแบบขยะชนิดอื่นๆ ไม่ได้
ดังนั้น ก็จะมีนักศึกษาต่างชาติที่จะประหยัดเงินก็จะมารอเก็บไปใช้งานต่อ

ในเรื่องของวาซาบิ พี่เหมียวเล่าว่า
วาซาบินั้นสามารถช่วยยับยั้งแบคทีเรียในของสดได้
โดยเอาวาซาบิทาในเนื้อสดแล้วค่อยจุ้มโชยุ
(ไม่ใช่เอาวาซาบิคนกับโชยุก่อนรับประทานเหมือนบ้านเรา)
และถ้าทานวาซาบิบ่อยๆ ฟันจะไม่พุ และช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้นด้วย

วาซาบิสด ต้นของมันจะมีลักษณะเหมือนหัวมัน
พ่อครัวจะเอาเหงือกฉลามมาตั้ง แล้วฝนกับวาซาบิจนยุ่ย

วาซาบิมีทานกับเนื้อม้าสดด้วย แล้วแต่ภูมิภาค
ซึ่งถ้าเนื้อม้ามีราคาแพง จะไม่มีกลิ่นสาบ
นอกจากนี้เนื้อม้ายังสามารถเอาไปทำไอศครีมได้อีกด้วย

จะเห็นว่าญี่ปุ่นจะแปรรูปเพื่อเพิ่มคุณค่า Value Added
แม้กระทั่งปลาไหล ก็มีทั้งขนม ซูชิ ไอศครีม ฯลฯ

ส่วนปลาปักเป้า ที่นี่จะทานสด โดยเนื้อของปลาปักเป้าสีจะใสกว่าปลาหมึก
ที่ญี่ปุ่นจะมีมีดเฉพาะเนื้อสัตว์ เพื่อใช้ในการประกอบการสร้างเนื้อบนซูชิ
ดังนั้นคนทำซูชิที่ใช้ส่วนผสมของเนื้อปลาปักเป้าจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพ
รวมถึงร้านที่จัดจำหน่าย จะต้องมีใบประกอบอนุญาตจากรัฐบาลอีกด้วย

ครีบปลาปักเป้า เป็นส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เมื่อนำไปใส่รวมกับเหล้าสาเก
ช่วยทำให้ร่างกายอุ่นในหน้าหนาวได้เป็นอย่างดี และมีราคาแพงในหน้าหนาว
(สาเกร้อน ได้ดื่มทั้งร้อนและเย็น จะบอกว่า แบบร้อนเด็ดมาก
เสียดายที่ดื่มแบบทิ้งตัวไม่ได้ เพราะต้องเดินทางในวันรุ่นขึ้น)

ปลาทูน่าครีบสีน้ำเงิน จะราคาแพงมก เพราะจับยากและลึก
เมื่อทานแล้วเข้าปากมันจะละลายในปาก
โดยเฉพาะส่วนท้องและไขมันเยอะ จะหวานอร่อย
หากประเทศไทยราคาจะอยู่ที่คำละ 300 บาท แต่ที่นี่คำละ 100 บาท

ญี่ปุ่นมีการประมูลปลา และวันปีใหม่มีการประมูลปลาราคาแพงที่สุดของร้านซันไม
ซึ่งทางร้านจะใช้ช่วงการประมูลนี้ในการโฆษณาร้าน
โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาในการออกทีวีในการดึงดูดลูกค้ามาให้ที่สาขาใหญ่

Tokyo Skytree เป็นตึกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แทน Tokyo Tower
มีไว้เพื่อกระจายสัญญาณดิจิตอลทั้งประเทศ
เราสามารถเข้าไปจุดชมวิวได้ แต่ขั้นแรกจะเสียเงินประมาณ 700 บาท
ถ้าต้องการขึ้นไปสูงกว่านี้อีก ต้องจ่ายประมาณ 1000 บาท

ปีใหม่ไม่ควรมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นเพราะบริษัทจะปิดเยอะ
กิจการจะปิดเยอะ ไม่ควรมาเที่ยวช่วงนี้
และอีกช่วงคือ ต้นเดือนห้า รถจะติดมาก
เพราะเป็น Glodren Week คนญี่ปุ่นจะหยุดทำงาน
ไม่ควรมาเที่ยวช่วงนี้เช่นกัน

สิ่งที่คล้ายลูกชิ้นย่างบ้านเรา จะต้องระวังเป็นพิเศษ
เพราะมันไม่ใช้เนื้อสัตว์ แต่เป็นแป้งย่าง
เป็นตำนานมาจากเรื่องโมโมทาโร่
ซึ่งรสชาติจะไม่ถูกปากคนไทย

คราวนี้เรามาอยู่ที่ ฮาโกเนะ เพื่อร่องเรือโจรสลัด
การตรงต่อเวลาของคนญีปุ่น เป็นเรื่องที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญมาก
แม้เราจะเข้าแถวมาแล้ว แต่เขาไม่เห็นปลายแถวของเรา เขาก็ไม่ให้เราขึ้นเรือ
ทำให้เราต้องรอขึ้นเรือรอบใหม่ และนำปลายแถวมาไว้ในตัวอาคาร

ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่เดินทางมาญี่ปุ่น
เป็นวันที่พายุใต้ฝุ่นลูกที่ 16 ของปีเข้าพอดี
ทำให้ต้องซื้อร่มติดตัวไปด้วย

เมื่อร่องเรือผ่านมาแล้ว ก็ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าไป หุบเขานรก โอวาคุนามิ
ซึ่งมีกำมะถันเยอะ และคนญี่ปุ่นก็เพิ่ม Value Added ด้วยการนำไข่ไปต้ม
ทำให้ได้ไข่สีดำ ใครที่ทานแล้วมีความเชื่อว่า อายุจะยืนขึ้นอีก 7 ปีต่อใบ
(เขานี้ มีไอน้ำ ความร้อน 97%)
อีกทั้งยังมีการต่อยอดเป็นไอศครีมดำอีกด้วย อร่อย แบบฟันธง

เรียวกัง เป็นเหมือน Homestay ของคนพื้นเมือง
ที่เราจะเจอในโดเรมอนหรือโคนันปล่อยๆ ที่ต้องปูเสื่อนอน
โดยหนึ่งเสื่อจะมีพื้นที่ 2×2 เมตร
ค่าเช่าห้องจะอยู่เดือนละ 6-7 หมื่นบาท (เป็นราคาในเมือง)

คนจบปริญาตรี จะมีเงินเดือน 7-8 หมื่นบาท

ญี่ปุ่นนิยมใช้จักรยาน เพราะทุกอย่างเอื้ออำนวย
ทั้งที่จอดรถ ราคาถูก แถมพับเก็บได้อีก
หากไม่มีพื้นที่จอดรถยนต์ของตัวเอง
จะต้องมีการหาที่จอดรถเพื่อเช่า และจ่ายค่าเช่าที่จอดรถ

เนื่องจากพื้นที่ในเมืองญีปุ่นมีจำกัด
จึงเกิดกิจการเป็นห้องนอนแคปซูนราคา 2 พันเยน
ซึ่งลูกค้าคือ คนที่กลับหลังสี่ทุ่มที่เมาหรือรถไฟหมดตอนเที่ยงคืนเจ็ดนาทีนั่นเอง

และแล้วก็ถึงสถานที่ดูงานที่ Kikyouya
เป็นโรงงานทำขนมที่ใช้วัตถุดิบหลักเป็นแป้ง
ขนมนี้อร่อยมาก Link
(ใส่รายละเอียดตอนดูงานย้อนหลัง
เพราะอยู่ในสมุดอีกเล่ม)

เมื่อดูงานเสร็จ เราก็เดินทางกลับที่พัก
ซึ่งในคืนแรกนี้ ได้พักที่ Jiragonno Fuji No Yakata
พี่เหมียวบอกว่า ที่นี่มีออนเซ็นแบบธรรมชาติด้วยนะ
ซึ่งออนเซน มี 2 แบบ คือ เซนโต กับ ออนเซน
เซนโต คือ การแช่น้ำร้อน (ที่เรียนแบบออนเซน)
ออนเซน คือ การแช่น้ำร้อนที่มีแร่ธาตุ จากธรรมชาติ

การแช่ออนเซน พี่เหมียวบอกว่า “ต้องแก้ผ้า ไม่มีอะไรเลยจริงๆนะ”
ถือผ้านขนหนูผืนเล็กได้เท่านั้น ซึ่งห้ามเอามือถือเข้าไป
ถ้าเอาไปให้ไว้ข้างนอกห้องแต่งตัว
และก่อนลงแช่ออนเซน ต้องล้างตัวให้สะอาด และปรับอุณหภูมิเสียก่อน
แรกๆ ก็เขินนะ แช่ไปสักพักชินเรื่องแก้ผ้า
อุณหภูมิ ค่อยๆ ลง อย่าลงทีเดียว ค่อยๆ ไล่ระดับ
เมื่อแช่ไปสักพัก เพิ่งรู้ว่า มีแบบ outdoor ดูดาวได้ด้วย ก็ย้ายบ่อกันเลยครับ

การชวนคู่ค้าที่ทำธระกิจไปออนเซน ถือเป็นการสร้างความไว้วางใจทางธุรกิจ
ซึ่งญี่ปุ่น ถือว่ามีคุณค่ามากกว่าการไปตีกอล์ฟของฝรั่ง

ออนเซนที่มีแร่ธาตุธรรมชาติ ตัวเราจะรู้สึกลื่นๆ นั่นคือแร่ธาตุที่มาเกาะตัวเรา
ซึ่งจากที่พี่เหมียวเล่าก็ลองลูบๆ ดูปรากฏว่ามีจริงๆ
เมื่อแช่เสร็จแล้ว (ไม่ควรเกิน 20 นาที) ก็ทำการเช็ดตัว (ไม่ต้องล้างตัวอีก)
แล้วไปห้องแต่งตัว มีไดร์เป่าผมให้ด้วย เรียกว่าครบวงจร

ยูกาตะ เป็นเหมือนชุดรำรอง ที่ไว้ใส่ในโรงแรม หรือใส่เดินไปแช่ออนเซน
จะใส่ชายเสื้อด้านซ้ายทับด้านขวา แล้วผูกโบว์ไว้ด้านซ้าย
ซึ่งก็แปลกดีเหมือนกัน ไม่เคยใส่

และแล้วก็ปิดท้ายด้วยมือเย็น เป็นขาปูอะไรสักอย่าง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่
แต่ไปหมดตังกับตู้กดไอติมในโรงแรมมากกว่า อร่อยมาก
หากท้องยังทานได้อีก จะหมดไปกับมาม่า เพราะกินได้แค่ถ้วยเดียว
ซึ่งหยิบได้ถ้วยที่อร่อยมากเสียด้วย

การบรรยายจากการท่องเที่ยวและศึกษางานครั้งนี้
ต้องขอบคุณพี่เหมียว พี่บัง และคาเสะซัง
รายละเอียดของการท่องเที่ยวนี้
จะเป็นรายละเอียดที่เรียนรู้จากไกด์และจากการพูดคุยกับผู้คนต่างๆ นาๆ
ซึ่งหากข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้

(ญี่ปุ่นครั้งแรก มีทั้งหมด 4 ภาคนะครับ)

Comments

comments