ญี่ปุ่นครั้งแรกภาคสาม

วันนี้คาเสะซังได้นำเราเดินทางมาสู่ ศาลเจ้าเมจิ
ซึ่งเป็นสถานที่ที่ฝังพระศพขององค์จักรพรรดิเมจิ
โดยภายในศาลเจ้านั้นร่มรื่นมา เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่
และแน่นอนว่าเป็นป่าที่ล้อมรอบไว้ด้วยเมือง
ภายหลังทราบว่า ป่าที่ล้อมรอบศาลเจ้าเมจิและรอบด้วยเมืองอีกทีนั้น
เกิดจากมนุษย์เป็นผู้สร้างระบบนิเวศนี้ขึ้นมา โดยจะมีอายุครบ 100 ปีแล้ว

ศาลเจ้าเมจิ เป็นสถานที่ที่คนมีเงินมักจะมาแต่งงานด้วย
ซึ่งวันที่เราไป ก็มีคนแต่งงานด้วยเช่นกัน ได้เห็นพิธีแต่งงานต่างๆ หลายคู่

ป่าที่อยู่รอบๆ ศาลเจ้าเมจิ บางพื้นที่ไม่อนุญาตให้เดินเข้าไป
เพราะฉะนั้นพยายามสังเกตด้วยว่า ทางเดินนี้มีคนหรือไม่

นอกจากนี้ยังพบกับความน่ารักที่คุณครูพาเด็กๆ มาทัศนศึกษา
เดินออกกำลังกายที่นี่ด้วย เด็กประมาณ อนุบาล 2 บ้านเราได้
โดยมีพ่อแม่ยืนให้กำลังใจอยู่นอกขบวน

ด้วยความสงสัยว่า คนญี่ปุ่นซื้อบ้านกันในราคาเท่าไหร่
พี่เหมียวบอกว่า ราคาบ้านรอบๆ เมือง
ราคาตกอยู่ที่หลังละ 10 ล้านบาท พื้นที่ 45ตารางวา
และราคาที่ดินในเขตเศรษฐกิจอย่างกินซ่า Ginza ตกตาารางเมตรละ 10 ล้านบาท

ภายในเมืองทุกๆ การเดินรถครบ 1 กิโลเมตร จากที่สังเกตนั้น
จะพบรถพยาบาลอยู่เสมอ ได้ยินเสียงไซเรนดังเกือบตลอด
เลยสงสัยว่า ทำไมเราเห็นรถแบบนี้บ่อย
แน่นอนว่า สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมคนแก่ไปแล้ว
คือมีเด็กเกินใหม่รวมกันน้อยกว่าคนแก่
และ 5.6 นาที คือ เวลาที่รถพยาบาลจะต้องไปจุดเกิดเหตุหลังจากวางสาย
ดังนั้น ตามสถานที่ชุมชม จะมีรถพยาบาล standby อยู่เกือบตลอด
ส่วนใหญ่รถพยาบาลจะเดินทางไปตรงเวลา
ถ้ามาช้า คนไข้สามารถที่จะฟ้องร้องได้
รถพยาบาลของญี่ปุ่นสามารถเลือกได้ว่า
จะเลือกรถแบบมีไซเรน มีเสียงหรือไม่ ได้อีกด้วย

ญี่ปุ่นไม่ใช่ว่าจะไม่มีคนไร้บ้าน แม้กระทั่งคนไร้บ้านเหล่านี้ยังมีวินะย
คนไร้บ้านที่นี่จะนอนเป็นที่ ชอบเก็บกระดาษลัง เต้นท์เก่าๆ มากางนอน
อีกทั้งชอบเห็บของที่ทิ้งแล้วมาใช้ต่อ

การแข็งขันในภายธุรกิจที่ญี่ปุ่นนั้นรุนแรงมาก
ถ้าธุรกิจล้นละลาย หรือโดนไล่ออก
บุคคลที่ได้รับผลกระทบจะกลายเป็น homeless
เพราะงานค่อนข้างที่จะหายาก

ญี่ปุ่น มีวัฒนธรรมคือ ผู้ชายทำงานคนเดียว ส่วนผู้หญิงอยู่บ้านเป็นแม่บ้าน

หลังจากนั้นได้เดินทางไปที่วัดอาซะกุซ่า ซึ่งเป็นวัดที่เก่าแก่อีกที่หนึ่งในโตเกียว
ก็ได้ไปไหว้พระขอพร โดยที่นี่จะพยายามพัดควันจากธูปที่ปักในกระถางแล้วให้เข้าตัว
เพื่อขอให้พรติดตัวไปกับเราด้วย บางคนถึงขั้นเปิดกระเป๋าให้ควันเข้าไปก็มี

หลังจากนั้นก็เดินออกมาจะเจอร้านค้าเยอะแยะมากมาย
มีทั้งขนม ไอศครีม เสื้อผ้า กระเป๋า และ ของฝาก

ญีปุ่น ไอศครีม ห้ามถือออกมาทานนอกร้านเด็ดขาด
ไม่ใช่แค่ไอศครีมเท่านั้น รวมไปถึงขนมอื่นๆ ด้วย
บางร้านห่อแล้วแกะยากมาก
เพราะเข้าต้องการให้เราไปทานที่บ้าน
เป็นการช่วยลดขยะไปในตัว (ถังขยะหายากมาก)
นอกจากนั้นการถือของกินเดินไปเดินมา
เป็นเรื่องไม่ควรทำอีกด้วย

อย่างที่เล่าไว้ด้านบนว่า กินซ่าที่ดินแพงแพงมาก
เดิมเคยเป็นเมืองผลิตเหรียญ
แต่แล้วก็เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมือง
คนในกินซ่าหันมาใส่สูท สร้างตึก สร้างรถไฟ
และบ่อยให้มีนักธุรกิจไหลเข้ามา

หลังจากทานข้าวก็เดินทางไปตลาดอะเมโยโกะ
และมีตึกทาเคยะ หรือที่คนไทยเรียกว่า ตึกม่วง
ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานี อูเอโนะ
จะบอกว่าที่นี่ของถูกมาก
ก่อนจะเริ่มไปตะลุยหาของได้ถามพี่เหมียวว่า
ที่นี่ มีของก๊อบหรือไม่ พี่เหมียวบอกว่า ไม่มี เพราะกฏหมายแรง

ไอ้เราก็ไม่เชื่อ เลยตระเวนเดินไปทั่ว
ได้สัมผัสเสื้อผ้า รองเท้า ปรากฏว่าจริง
บางแบรนด์นี้ราคาถูกกว่าไทยประมาณ 40%
และที่แน่นอน Nike Adidas ถูกกว่าไทยเยอะมาก
ซึ่งผมได้เสียปีนเขาจากที่นี้ด้วยของ Adidas ในราคา 340 บาท เท่านั้น
(ในไทยราคาอยู่ที่ 1300+)

ซึ่งตลาดนี้มีหลาย Zone แต่ไม่ได้แบ่ง Zone อย่างชัดเจนว่า Zone ขายอะไร
เราต้องใช้เวลาในการเดินหาเอาเอง
ทางที่ดี ควรมีรายการที่จะซื้อมาแล้วจะดีมาก
เพราะจะทำให้ประหยัดเวลาไปได้มาก
แต่หากคิดอะไรไม่ออก แล้วมาซื้อที่นี่ บอกได้เลยว่า จะเสียเวลามาก
เพราะระหว่างทางมีสิ่งที่เคยดูดเราให้ซื้อตลอดระยะเวลา
เรียกว่า พร้อมล้นละลายได้เลยทีเดียว
(ของถูกกว่าชิบูย่า และชินจูกุ)

น้ำหอม รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋าอย่าง Anello ก็ราคาถูก
บางร้านสามารถต่อราคาได้อีกด้วย Anello ขนาดใหญ่ตกอยู่ที่ 3700 yen
ถ้าอยากได้ถูกกว่านี้ ต้องซื้อ 20 ใบขึ้น
ส่วนกระเป๋าอื่นๆ ที่ทำจากหนังก็เก็บรายละเอียดได้ดี
และจะมีอยู่ร้านหนึ่งที่ขายทุกอย่างในร้าน 3000 yen
ซึ่งนำของที่หมดยุคแฟชั่นแล้วมาขาย
จะบอกว่าซื้อมาเถอะ ถ้าไม่สนใจเรื่องแฟชั่น
เพราะคุณภาพหนังนั้น ดีจริงๆ

เนื่องจากเวลาน้อย เลยต้องแบ่งเวลาให้ดี
จึงต้องแบ่งเวลาไปตึกม่วงบ้าง
ตึกม่วงจะแบ่งเป็น ตึก A และ ตึก B เอาง่ายๆ ว่า
ตึก A ขายของพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิค (นาฬิกา หูฟัง DAP)
ซึ่งเราได้ไปเปลี่ยนสายนาฬิกามา ถือว่าเยี่ยมเลยกับคุณภาพและเงินที่จ่าย
ส่วนตึก B จะเป็นเสื้อผ้า ทั้งในและนอกที่นำเข้าอย่างแบรนด์เนม
ราคาแบรนด์เนมที่นี่ไม่ถูกเท่าไหร่
ถ้าถูกคนเป็นน้ำหอม เพราะถูกมาก แต่มีให้เลือกไม่เยอะ
CK one 100 mL ราคา 720 บาทเท่านั้น
เรียกได้ว่า ขนกลับไทยได้เลย

เมื่อเดินจนขาจะระเบิดก็เดินทางกลับ
เนื่องจากวันนี้กลับโรงแรมเร็ว เลยมีเวลานั่งรถไฟฟ้าครั้งแรก
จะอยากบอกว่า ที่นี่มีเครื่อง print เป้าหมายการเดินทางให้ด้วยว่า
เราต้องลงที่สถานีไหน ผ่านสถานีไหนบ้าง ซึ่งสะดวกมาก
แน่นอนว่า ที่เราจะไปคือ ชิบูย่า เพื่อไปข้ามถนน

เมื่อถึงชิบูย่า เป้าหมายแรกคือ ทางข้ามที่มั่วมากๆ
มั่วขนาดไหนดูได้ที่นี่ โดยเวลาจะเร็วกกว่าไทย 2 ชั่วโมง

เมื่อได้ลองข้ามแล้ว ก็ข้ามอยู่ 2-3 รอบ
ข้ามมาก็เจอ Starbuck โดยชั้น 2 ของสาขานี้
เราจะมองเห็นวิวที่คนข้ามถนนได้ชัดที่สุดอีกด้วย
แต่ที่นั่งก็ไม่มีเช่นกัน เพราะคนมาจับจองหมดแล้ว

ระหว่างนี้ก็เดินเตร่ไปเรื่อย ก็เจอรถมาริโอ้ขี่มาด้วย
เป็นโคคาท ช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวได้ดี
ญี่ปุ่นใช่ว่าจะไม่มีแว๊น ระหว่างที่เดินเตร่
ก็เจอ 2 คันที่ชอบมาเบิ้ลเครื่องในเมือง

อีกร้านที่พบเจอคือ ร้านคาราโอะเกะที่อยู่ใกล้ๆ กับมัทซึโมโต้ (ร้านขายเครื่องสำอาง ไม่มีภาษาอังกฤษนะ)
เดินหาลูกค้าด้วยการเดินไปคุยตีสนิทกับลูกค้าที่ข้ามถนนไปมา
แล้วชวนมาเข้าร้าน ซึ่งคนที่ไปชวนก็จะเป็นเด็กนุ่มหน้าตาดี (น่าจะมัธยมปลาย)
ซึ่งคนที่ชวนมาร้านก็จะเป็นวัยรุ่น

จากการสังเกต ที่นี่เหมือนเป็นเมืองแฟชั่นเลยก็ว่าได้
เพราะแต่งตัวดูดีมาก อยู่ในเทรนตลอดแทบจะทุกคน
บางคนแต่งง่ายๆ สีดำทั้งชุด ขาวที่ชุด เทาทั้งชุด แต่ดูดีสุดๆ
บางคนจัดเต็มมีสีสัน
บางคนเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่งหญิงก็มี (เรามีผู้ชำนาญการเดินทางไปด้วย)
บางก็แต่งตัวเป็นแม่มดมาก็มี
เรียกได้ว่า ไม่มีคำว่าอาย และมีความเป็นปัจเจกชนสูงจริงๆ
ซึ่งชอบการแต่งตัวของคนเมืองนี้มาก
ปกติไม่ได้สนใจแฟชัน แต่เห็นแล้วอยากแต่งตัวขึ้นมาทันที

และแล้วก็ด้วยความเหนื่อยล้า
จึงได้เดินทางกลับที่พัก และสลบตามกำลัง

ญี่ปุ่นครั้งแรกภาคสอง

เช้ามาคาเสะซังจะนำเราไปยังภูเขาไฟฟูจิ
ซึ่งระหว่างทางเราได้ผ่านถนนสายดนตรีด้วย
โดยจะมีดนตรีบรรเลงอยู่ตามถนน
ในญี่ปุ่นจะมีด้วยกัน 10 สาย (หรือ 12 สาย)
ซึ่งมีไว้สำหรับทดสอบความดัน
หากเราได้ยินเสียงแสดงว่าหูเราปกติ
อีกทั้งยังช่วยในการตรวจสภาพรถได้อีกด้วย
โดยการที่วัดจากคนด้านหลัง หากเสียงดนตรี
แสดงว่า รถมีคุณสมบัติมากพอที่จะขี่รถขึ้นภูเขาได้
(พี่เหมียวบอกว่าวัดจากเสียงเครื่อง
โดยส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกัน)
ภูเขาไฟฟูจิแน่นอนเป็น Landmark ของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
โดยมีทั้งหมด 10 ชั้น (เรียกว่าสถานี)
แต่รถสามารถขึ้นไปได้แค่ 5 สถานนีเท่านั้น
ที่เหลือต้องปีนขึ้นไปเอง
โดยจากชั้น 5 ไปชั้น 10 ใช้เวลาปีนรวมพักประมาณ 5 ชั่วโมง
ที่สถานีที่ 5 ทำให้เราได้ถ่ายรูปกับภูเขาไฟฟูจิ
ซึ่งมักจะมีเมฆมาบังปากป่องภูเขาไฟตอนถ่ายรูป
ทำให้ต้องรอเวลาให้เห็นปากภูเขาไฟอยู่เสมอ

Continue reading

ญี่ปุ่นครั้งแรกภาคหนึ่ง

เมื่อรู้ว่าใครได้ไปญี่ปุ่น เรารู้สึกเฉยๆ มาก
แต่เมื่อได้สัมผัสพูดคุย หรือสภาพแวดล้อมของคนในประเทศนี้แล้ว
พบว่า ตื่นเต้นมากๆ ตื่นเต้นกับทุกๆ อย่างที่พบเจอ

ในการเดินทางได้เดินทางด้วยเครื่องบินใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง 20 นาที
มีไกด์สองท่าน คือ พี่บังและพี่เหมียว

เริ่มแรกเมื่อลงจากเครื่อง สิ่งที่เรียกหาคือ ห้องน้ำ
เข้าไปปุ่ม โอโห! ปุ่มอะไรเยอะแยะว่ะเนี่ย ใช้ก็ไม่เป็น
ก็เลยถามเพื่อนๆ คนที่เคยมาแล้ว เมื่อได้รับข้อมูลก็เริ่มซนตามภาษา
โถ่ฉีดก้นอัตโนมัติ มีปรับแรงดันน้ำ ที่สำคัญ แม่นเหมือนจับวาง
เปิดเสียงป้องกันการถ่ายหนักได้ด้วย แถมมีกระดาษลองโถ่นั่งให้ด้วย
เท่านั้นไม่พอ ที่รองก้นตรงชักโคกยังทำให้ก้นเราอุ่นได้อีกด้วย
(บางที่ก็ปรับน้ำฉีดก้นให้อุ่นได้ด้วยนะ
และบางที่ไม่มีคำอธิบายภาษาอังกฤษ
ต้องใช้วิธีในการจำสีแทน)

คนญี่ปุ่นคนแรกที่ได้พูดคุยคือ คาเสะซัง ซึ่งเป็นผู้ขับรถให้แก่กลุ่มของเรา
คาเสะซังเป็นคนน่ารักมาก แถมพูดไทยได้ด้วย และฟังไทยได้เยอะมาก
และที่ประทับใจคือ การแต่งตัวของคนขับรถนั้นเหมือนนักธุรกิจมาก
เสื้อ Shirt ขาวแขนยาว กางเกง Slack รองเท้าหนัง มีผูกไทร์ด้วย
เอาง่ายๆ ว่าเรียบร้อยมาก มีอึ้งเลยใน First Impression
Continue reading

โจโฉแตกทัพเรือ

หัวหน้ากองทหารก็เหมือนหมอ
ทุกครั้งที่รักษาคนไข้ ยิ่งรักษาก็จะยิ่งเก่งขึ้น
พูดอีกอย่างก็ คือ… ยิ่งคนตายจากการรักษาผิดพลาด
หมอจะเรียนรู้มากขึ้น

ถ้าหัวหน้ากองทหารไม่เคยพ่ายแพ้…
เขาจะรู้ได้ยังไงว่า… รบยังไงถึงจะชนะ
ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไหนหรอก ที่จะรบชนะตลอด
คนที่ไม่ถอดใจเท่านั้น
ถึงจะแข็งแกร่งขึ้นและได้พบกับชัยชนะที่แท้จริง

ทหารแปดแสนสามหมื่นคนของเราบุกกังตั๋ง
แต่เราแพ้ให้กับทัพซุนและเล่าปี่ที่มีแค่หกหมื่น
ทําไม… ข้าคิดหาเหตุผลมาตลอด

ช่วงหลายปีมานี้เราทําศึกชนะมาตลอด
ทหารเริ่มลําพอง แม่ทัพเริ่มเกียจคร้าน
เราจึงพากันดูถูกคู่ต่อสู้
ข้ามองไม่ออกแม้กระทั่งแผนแปรพักตร์ง่ายๆ
เพราะงั้นแผนใช้ไฟของกังตั๋งจึงได้ผล และก็เป็นแบบที่เห็นกัน

ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องลิ้มรสความพ่ายแพ้บ้าง
การล้มเหลวเป็นเรื่องดี
ความล้มเหลว สอนให้รู้วิธีประสบความสําเร็จ
ความล้มเหลว สอนให้รู้ว่าจะเอาชนะยังไง
ความล้มเหลว สอนให้เรารู้ว่าจะรวมแผ่นดินยังไง

ถ้าคนเราอยากประสบความสําเร็จ
เขาต้องรู้ว่าตอนไหนต้องเดินหน้า หรือปล่อยวาง

การทําสงครามก็เช่นกัน…
คนเราต้องชนะได้ และ รับความพ่ายแพ้ได้
แม้เราจะพบกับความพ่ายแพ้ที่ผาแดง
แต่ดินแดนของเราไม่ได้เสียหายอะไรเลย
เรายังมีเมืองของเราครบ มณฑลทั้งสี่
เมืองต่างๆ กองทัพที่เหลือ  ประชาชน ภาษีที่เก็บได้
ยังมีมากกว่าซุนกับเล่ารวมกันมากมายนัก
ราชสํานักยังอยู่ที่ฉูฉาง และยังเป็นของเรา

แต่ซุนกับเล่าละ มีอะไร
ในยามคับขัน พวกเขาจะร่วมมือกันต่อสู้ศัตรู…
แต่เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว… พวกเขาจะระแวงกันและวางแผนเขาใส่กันเอง
อย่างเช่น ถ้าเกิดจิวยี่กับจูเก่อเหลียงร่วมแรงร่วมใจกันแบบจริงใจ
มีหรือที่พวกเราทั้งหมดจะรอดชีวิตกันมาได้…

Credit: youtube